วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2551

หลวงพ่อทับวัดทอง


สวัสดีครับ ครั้งนี้จะมากล่าวถึงหลวงพ่อทับวัดทอง เขตบางกอกน้อย กทม. ที่พระเครื่องของท่านเป็นที่กล่าวขานกันโดยทั่วไป นักสะสมหรือเซียนพระน้อยคนนักที่ไม่รู้จัก ก่อนอื่นต้องขอนำประวัติของท่านมาเกริ่นกันให้ทราบกันพอสังเขปกันก่อนนะครับหลวงพ่อทับหรือพระครูเทพสิทธิเทพาธิบดี (ทับ อินโชติ) ท่านเป็นบุตรคนโตในจำนวนพี่น้องท้องเดียวกัน4คน บิดาของท่านชื่อ นายทิม ปัทมานนท์ มารดาของท่านชื่อ นางน้อย ปัทมานนท์ ท่านเกิดวันเสาร์ ขึ้น15ค่ำเดือน7 ตรงกับวันที่29พฤษภาคม พ.ศ.2390 ที่บ้านคลองชักพระ บางกอกน้อยฝั่งธนบุรี ท่านอายุได้ประมาณ18ปีจึงได้อุปสมบทเป็นสามเณร ศึกษาวิชาความรู้ในสำนักของพระปลัดแก้ววัดทอง ครั้นปีพ.ศ.2411ท่านก็อายุได้20ปี ท่านจึงได้บรรพชาเป็นภิกษุ ณ วัดช่างเหล็กเขตบางกอกน้อย พระอุปปัชฌาย์ของท่านคือ พระอธิการม่วงและพระอาจารย์พึ่ง วัดรวก พร้อมกับพระปลัดแก้ว วัดทอง เป็นพระคู่สวด และฉายาของท่านคือ "อินทโชติ"ท่านอุปปัชฌาย์แล้วท่านก็ได้เข้าจำพรรษาที่วัดทอง(วัดสุวรรณราม)ซึ่งวัดทองนี้มีประวัติที่ยาวนานมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏกันว่าวัดทองนี้ใครเป็นคนสร้างแต่ได้รับการบูรณะปฏิสังขรเรื่อยมาโดยเฉพาะในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ท่านได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาทั่วทั้งพระอาราม แล้วท่านได้พระราชทานนามใหม่ว่า"วัดทอง"ครั้นเวลาต่อมาหลวงพ่อทับได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสต่อจากท่านพระครูวิมลปัญญา(เนียม)ในปีพ.ศ.2450 เมื่อวันที่29ธันวาคม พ.ศ.2455ท่านก็ได้มรณะภาพ รวมอายุของท่านได้66ปี พรรษาที่45พระเครื่องหลวงพ่อทับแม้ท่านได้จากเราไปแล้วนะครับแต่พระเครื่องของท่านซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของเซียนพระและนักสะสมพระเครื่องต่างพร้อมใจกันขนานนามพระเครื่องของท่านว่าอยู่ในชุดเบญจภาคีของพระปิดตาเลยทีเดียว โดยพระเครื่องของท่านที่นักสะสมพระเครื่องให้ความสนใจต่างเสาะแสวงหาอยากเป็นเจ้าของกันอย่างมากก็คือ "พระปิดตามหาอุตม์ยันต์ยุ่ง" ที่มีชื่อเสียงโด่งดังทางด้านมหาอุตม์ ปืนผาหน้าไม้หมดสิทธิ์เลยละครับที่จะทำอันตรายเราได้พระปิดตามหาอุตม์ยันต์ยุ่งของหลวงพ่อทับนี้มีความโดดเด่นตรงที่มีพิธีการสร้างที่ละเอียดละออ ปราณีตที่สุด องค์พระแต่ละองค์นั้นไม่เหมือนกันเลยหรืออย่างมากองค์พระมีพิมพ์ที่คล้ายๆกัน เพราะการสร้างองค์พระนั้นสร้างขึ้นมาจากแม่พิมพ์ องค์พระสร้างจากเนื้อโลหะพระปิดตามหาอุตม์ของหลวงพ่อทับนั้นมีหลายพิมพ์ เช่นพระปิดตาพิมพ์ตุ๊กตา พระปิดตาพิมพ์นั่งยอง เป็นต้น และพิมพ์ทีได้รับความนิยมจากนักสะสมพระเครื่องจริงๆเลยก็คือ พระปิดตาพิมพ์ยันต์ยุ่งเศียรบาตร และพระปิดตาพิมพ์ยันต์น่อง ส่วนราคาในการเช่านั้นสูงมากจาหลักแสนต้นๆไปจนถึงหลักแสนกลางๆกันเลยทีเดียว ส่วนพระแท้นั้นหายากกันสักหน่อยนะครับเพราะจำนวนการสร้างนั้นน้อยมากๆ ถ้าจะเช่าหากันควรตรวจสอบกันดูก่อนนะครับว่าเป็นพระแท้หรือไม่ เพราะส่วนใหญ่จะปลอมกันมาก









วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2551

หลวงพ่อเงิน






ถ้าจะเอ่ยถึงเรื่องในทางเหนียวคงกระพันชาตรีแล้วละก็คงจะหนีไม่พ้นหลวงพ่อเงินวัดบางคลาน จ.พิจิตร ที่ชื่อของท่านเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปก็เพราะในเรื่องความเหนียวคงกระพันชาตรีระดับแถวหน้าของพระเครื่องที่คนไทยรู้จักกันและท่านได้ถูกเรียกขานกันว่า"เทพเจ้าแห่งอำเภอโพทะเลและเพชรน้ำเอกของจังหวัดพิจิตร"
หลวงพ่อเงินเกิดเมื่อวันที่16กันยายน พ.ศ.2351 ตรงกับวันศุกร์ เดือน10ปีมะโรง เดิมชื่อของท่านคือเงิน บิดาท่านชื่อ อู๋ มารดาของท่านชื่อ ฟัก ท่านเกิดตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่1 หลวงพ่อท่านมีพี่น้องท้องเดียวกัน6คน

หลวงพ่อเงินอายุได้5ขวบ ครูของท่านชื่อนายช่วงได้พาหลวงพ่อเงินไปอยู่กรุงเทพมหานครและได้เข้าไปเรียนที่วัดชนะสงคราม(วัดตองปู) เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งท่านอายุได้12ปี ท่านจึงได้บรรพชาเป็นสามเณร ต่อมาเมื่อถึงอายุครบบวชท่านก็ได้อุปสมบทเป็นพระที่วัดตองปู ฉายาของท่านคือ "พุทธโชติ" ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดชนะสงครามได้ราวๆ3พรรษา ต่อมาท่านได้ไปถวายตัวเป็นศิษย์เพื่อที่จะได้ศึกษาวิชาที่เกี่ยวกับวิทยาคม และตลอดจนการเรียนวิปัสสนา ในทางเมตรตามหานิยม และคงกระพันชาตรีจาก"เจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒจารย์ โต พรหมรังสี" วัดระฆัง ท่านเรียนจนแตกฉานแล้วจึงกลับไปจำพรรษาที่วัดคงราราม (วัดบางคลานใต้) ท่านจำพรรษาอยู่ที่นั่นเป็นเวลาประมาณ1พรรษา และท่านก็ได้เกิดวามไม่พอใจหลวงพ่ออีกรูปหนึ่งนั้นชอบแหล่เทศน์เสียงดังท่านไม่ชอบ ท่านเลยออกจากวัดไปอยู่ที่บ้านวังตะโก

ท่านได้หักกิ่งต้นโพธิ์3กิ่งไปด้วย แล้วปักลงบนดินที่ป่าตะโก แล้วอธิษฐานจิตว่าถ้าท่านได้สร้างวัดในสถานที่นี้ ถ้าในภายภาคหน้าถ้าวัดแห่งนี้สร้างแล้วจะเจริญรุ่งเรืองต่อไป ขอให้กิ่งโพธิ์นี้เจริญงอกงามไปด้วยแล้วคำอธิษฐานของหลวงพ่อนั้นได้เป็นความจริงทุกประการ

หลวงพ่อท่านนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังมากจากวิชาอาคมที่เข้มขลังทางด้าน"คงกระพันชาตรี"และเหนียว ประสบการณ์พระเครื่องของท่านเป็นที่ประจักษ์ของคนที่มีพระเครื่องของท่านไว้ครอบครองบูชา ประสบการณที่ว่านั้นนะครับผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้ประสบพบเจอมานะครับเรื่องมีอยู่ว่า

วันนั้นตอนกลางดึกซักประมาณตีหนึ่งเกือบตีสอง ผมและรุ่นพี่ได้ออกไปเที่ยวกลางคืนกันตามประสาชายหนุ่มทั่วๆไป ดื่มเหล้า ร้านแรกจนร้านปิดแล้วได้ไปดื่มต่อที่อีกร้านหนึ่ง ร้านที่สองที่ผมและพวกพี่ๆไปเที่ยวนี้นะครับคนเต็มร้านเลย และมันเป็นธรรมดาของการเที่ยวกลางคืนนะครับที่จะมีคนที่เมามายจนไม่ได้สติมาก่อกวน วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งนะครับได้เข้ามาจีบแฟนรุ่นพี่ผม แฟนรุ่นพี่ผมคนนั้นเขาไม่ชอบ จึงบอกรุ่นพี่ผมว่ารำคาญพี่ผมเลยบอกว่าเดี๋ยวเขาไปคุยให้เอง รุ่นพี่ผมเดินตรงเข้าไปแล้วไปคุยกับวัยรุ่นกลุ่มนั้นด้วยท่าทีที่สุภาพ แต่วัยรุ่นพวกนั้นเขาไม่ได้สุภาพเหมือนรู่นพี่ผมนะครับ วัยรุ่นพวกนั้นได้ใช้ขวดเบียร์รุมกันตีที่หัวพี่ผมจนขวดเบียร์แตกไปประมาณ3ขวด แล้วก็มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมากันแล้วเชิญคนที่มีเรื่องกันออกไปคุยกันหน้าร้าน พวกผมก็ออกไปผมเดินประคองรุ่นพี่ออกมาหน้าร้านแล้วคิดว่าต้องรีบพาพี่ผมไปส่งโรงพยาบาลเพราะเหตุการณ์ที่ผมเห็นนั้นมันรุนแรงมาก แต่ปรากฏว่าผมมองสำรวจดูว่าเขาเจ็บมากไหมหัวแตกหรือเปล่า แต่หัวรุ่นพี่ไม่แตกครับ เป็นแค่รอยปูดเท่าผลมะนาวที่หัว มันน่าฉงนนะครับขวดเบียร์3ขวดตีไปที่หัว ไม่น่าเชื่อว่าหัวไม่แตก ผมได้ถามรุ่นพี่ว่ารุ่นพี่รู้ไหมว่าที่โดนตีนั้นหัวพี่ไม่แตก แค่ปูดมาเท่าลูกมะนาว รุ่นพี่บอกว่าไม่รู้ว่าหัวไม่แตกแต่ในใจเขาคิดว่าหัวคงแตกแน่แล้วโดนไปซะขนาดนั้น คนที่เห็นเหตุการณืทุกคนต่างพากันงง แล้วรุ่นพี่เลยนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองแขวนหลวงพ่อเงินอยู่ นี่แหละครับประสบการณ์ที่ผมเจอมาเป็นยังไงกันบ้างครับ เหนียวจริงครับๆพระเครื่องของหลวงพ่อ

หลวงพ่อเงินท่านได้มรณภาพ ด้วยโรคชรา และโรคริดสีดวงทวาร เมื่อวันศุกร์ แรม11ค่ำ เดือน10 ปีมะแม เวลาประมาณ 5.00 น. ตรงกับวันที่20กันยายน พ.ศ.2462 รวมอายุได้ 111 ปี พรรษาที่90 การมรณภาพเป็นของท่านนำพามาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจของชาว จ.พิจิตรและคนที่เคารพศรัทธาในตัวหลวงพ่อ เป็นอันมาก

พระเครื่องหลวงพ่อเงิน

รูปหล่อลอยองค์ของหลวงพ่อเงินรุ่นแรกนั้น ท่านพระครูพิทักษ์ศีลคุณ ได้เป็นคนสร้างคนแรก รูปหล่อลอยองค์รุ่นแรกนี้นะครับจะมีลัษณะเป็นทองเหลือง ตัวองค์พระจะขรุขระผิวไม่เรียบ หรือที่เซียนพระทั่วไปเรียกว่า"พิมพ์ขี้ตา" เป็นพิมพ์ที่หายากที่สุดมีราคาตั้งแต่หลักหมื่นปลายๆไปจนถึงหลักล้านบาทกันเลยทีเดียวแต่ส่วนมากราคา คุณค่าของพระเครื่องแต่ละเกจินั้นจะมีราคาที่แพงนั้นนะครับเขาจะดูจากสภาพองค์พระกันทั้งนั้นและครับ ถ้าองค์พระมีสภาพดี ราคาก็จะสูงตามไปด้วยนะครับส่วนรุ่นที่ได้รับความนิยมรองลงมาคือรุ่นพิมพ์นิยมหรือพิมพ์เบ้าทุบ เหรียญหล่อจอบเล็ก เหรียญหล่อจอบใหญ่ ที่สร้างมาเพื่อให้เด็กและผู้หญิงนั้นได้แขวนคอไว้เพื่อความเป็นศิริมงคล ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงรุ่นที่เซียนพระเขากำลังควานหาอยู่ ใครมีก็เก็บรักษาไว้ให้ดีๆนะครับ และเพราะความศักสิทธิ์ของท่านนั้นนะครับ ทำให้มีการสร้างพระเครื่องหลวงพ่อเงินขึ้นมาอีกหลายรุ่นจนถึงปัจจุบันกันเลยนะครับ



หลวงพ่อเงินพิมพ์ขี้ตา


จอบเล็กเหรียญหล่อ


วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

มีดหมอด้ามงาหลวงพ่อเดิม

หลวงพ่อเดิมนั้นท่านเป็นที่เคารพ ศรัทธาของชาวนครสวรรค์เป็นอย่างมาก และท่านก็เป็นที่เคารพอย่างกว้างขวางของคนทั่วประเทศ ก่อนที่เราจะได้ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับมีดหมออันเข้มขลัง และศักดิ์สิทธิ์ของท่าน เรามาศึกษาประวัของท่านกันก่อนนะครับ


ประวัติหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์
หลวงพ่อเดิม (ท่านพระครูนิวาสธรรมขันธ์) ถือกำเนิดวันที่6กุมภาพันธ์ ในปีพ.ศ 2403 ตรงกับวันพุธแรม 11 ค่ำเดือน 3 ปีวอก จุลศักราช 1222 เป็นบุตรคนหัวปีหรือคนโตนั่นเองมีพี่น้องทั้งหมด 5 คนและท่านยังเป็นพระที่ไม่เหมือนพระโดยทั่วๆไปคือท่านไม่ได้เรียนหนังสืออย่างเป็นชิ้นเป็นอันมาตั้งแต่สมัยท่านเด็ก ชีวิตสมัยที่ท่านเป็นหนุ่มวัยรุ่นนั้นท่านชอบเลี้ยงสัตว์ ไม่มีความฝักใฝ่ในเรื่องโลกีย์ และท่านชอบที่จะไปไหนมาไหนโดยที่มีผ้าขาวม้าโพกศรีษะเพื่อเลี่ยงไม่ให้ใครล้อท่านว่าท่านผมหยิก


เมื่อท่านอายุครบที่จะอุปสมบทแล้ว ท่านก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดเขาแก้ว อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ตรงกับวันอาทิตย์ แรม 13 ค่ำเดือน 11 ปีมะโรง วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2423 โดยมีหลวงพ่อแก้ว วัดอินทราราม หลวงพ่อเงิน วัดพระปรางค์เหลือง หลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยพระทั้งสามรูปนี้มีชื่อเสียงโด่งดังในด้านวิชาคาถาอาคมอันเข้มขลัง เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านอย่างกว้างขวาง และเนื่องจากคุณงามความดีของท่าน ทางการจึงกราบทูลขอพระราชทานสมณศักดิ์เป็น " พระครูนิวาสธรรมขันธ์ "

หลวงพ่อมรณภาพ
ก่อนที่หลวงพ่อเดิมจะมรณภาพนั้นท่านได้ล่วงรู้วาระสุดท้ายของท่าน โดยต้นปีพ.ศ. 2494 ท่านมีอายุได้ 92 ปี วันหนึ่งท่านได้เรียกกรรมการวัดไปจนถึงญาติโญมคนใกล้ชิดมาประชุมโดยพร้อมหน้ากัน การประชุมครั้งนั้นหลวงพ่อปรารภถึงมรณสัญญาณของท่าน แล้วท่านได้ขอร้องต่อคนที่มาร่วมประชุมว่า ขอมอบภารกิจในการบริหารวัดหนองโพให้กับหลวงพ่อน้อย ดูแลรักษาแทนท่านโดยให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป และหลวงพ่อก็ได้บอกว่าอย่าเสียใจในการจากไปของท่าน มันเป็นกฎแห่งกรรม และขอให้ช่วยกันต่อโรงศพของหลวงพ่อเมื่อท่านมรณภาพไปแล้วจะไม่ได้เดือดร้อนแก่ญาติโญมที่จะต้องไปหาโรงศพ เพราะการเตรียมพร้อมล่วงหน้านั้นคือความไม่ประมาท และให้ช่วยกันสร้างเมรุเพื่อพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อ สร้างกันตั้งแต่ตอนนี้จะได้ไม่ต้องรีบสร้างกันภายหลังให้เหน็ดเหนื่อย แต่แล้วเมรุเผาศพนี้ก็สร้างเสร็จไม่ทันที่จะพระราชทานเพลิงศพของหลวงพ่อ ที่สร้างเสร็จไม่ทันนั้นเพราะไม่มีใครคาดคิดว่าหลวงพ่อจะมรณภาพในเวลาอันใกล้นี้ เข้าสู่ช่วงเวลาเดือนเมษายนงานสรงน้ำหลวงพ่อเดิมได้ผ่านไปแล้ว หลวงพ่อก็ยังคงไปเป็นประธานในพิธีสร้างพระอุโบสถวัดอินทรารามและท่านก็ได้พูดเป็นนัยว่างานนี้อาจจะเป็นงานสุดท้ายของท่านเพื่อสนองคุณพระอุปัชฌาย์ วันที่ 15 พฤษภาคม 2494 หลวงพ่อได้เดินทางกลับจากการเป็นประธานในพิธีสร้างพระอุโบสถวัดอินทราราม ท่านก็มีอาการโรคลมปัจจุบันเข้าแทรกทำให้หลวงพ่อลุกไปไหนมาไหนไม่ได้


อภินิหารครั้งสุดท้ายก่อนท่านมรณภาพ
วันที่ 22 พฤษภาคม ตรงกับวันอังคาร แรม 2 ค่ำ อาการอาพาธของหลวงพ่อทรุดหนักตั้งแต่ตอนเช้า แต่สติของท่านยังดีอยู่และท่านก็ได้ถามผู้ดูแลท่านว่าเป็นเวลาเท่าใดแล้ว ท่านถามอย่างนี้เป็นระยะๆ เวลา17.00น.หลวงพ่อก็ได้ลืมตาเป็นครั้งสุดท้ายแล้วถามคนที่ดูแลท่านว่าน้ำในสระพอกินพอดื่มหรือเปล่าที่ท่านถามเพราะว่าท่านไม่ทราบท่านได้แต่นอนพักผ่อนไม่ได้ออกไปดูทำให้ไม่รู้ และสระทั้ง 2 สระนี้เปรียบเหมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านหนองโพ คนที่ดูแลท่านจึงตอบว่าน้ำในสระทั้งสองตอนนี้นั้นเหือดแห้งลงไปมากเพราะฝนไม่ได้ตกมานานแล้ว ถ้าฝนไม่ตกอีกประมาณหนึ่งถึงสองวันนี้จะไม่มีน้ำให้ชาวบ้านใช้แน่นอน หลวงพ่อได้ยินแล้วไม่ว่าอะไรและได้เอามือทั้งสองของท่านมาไว้ที่หน้าอกพร้อมกับตาที่หลับสนิทของท่าน และในขณะนั้นเองเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น ฟ้าที่สว่างกลับกลายเป็นมืดครึ้มเหมือนว่าฝนจะตก พร้อมกับสายลมที่พัดแรง และแล้วฝนก็ได้ตกลงมาอย่างหนักมาก แล้วน้ำฝนก็ไหลลงสระน้ำทั้งสอง ไหลลงได้ประมาณครึ่งสระฝนตกอย่างหนักกินเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วก็ค่อยๆหยุดตก พร้อมกับลมหายใจของหลวงพ่อที่ค่อยๆหมดไปพร้อมสายฝนที่หลวงพ่อดลบันดาลให้กเพื่อที่ได้ต่อชีวิตของชาวบ้านหนองโพ สรุปว่าอย่างนี้นะครับ หลวงพ่อชาตะ เมื่อวันพุธ แรม 11 ค่ำ เดือน 3 ปีวอก จุลศักราช 1222 ตรงกับวันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2403 หลวงพ่อมรณภาพเมื่อวันอังคารแรม 2 ค่ำ เดือน 6 ตรงกับวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2494 เวลา 17.45 น. รวมอายุได้ 92 ปี พรรษาที่70

มีดหมอหลวงพ่อเดิม
กล่าวถึงประวัติของท่านไปแล้วนะครับคราวนี้เรามาเจาะลึกกันนะครับว่าเครื่องรางของขลังของท่านที่คนทั่วไปรวมถึงพวกเซียนพระนักสะสมของขลังอยากได้มาครอบครองนั้นคือ "มีดหมอหลวงพ่อเดิม"อันเลื่องชื่อว่าดี ขลังจัด
มีดด้ามงาลงอักขระ มีลวดลายสวยงามเป็นมีดหมอ ชาวบ้านนิยมเรียกว่ามีดด้ามงา มีดหมอของหลวงพ่อเดิมนั้นว่ากันว่าภูติผีปิศาจกลัวหัวหดเลยละครับ และเหล็กที่ทำมีดหมอนั้นเป็นเหล็กจริงๆไม่ผสมเหล็กอย่างอื่นปนกันได้นำมาหลอมเป็นมีดหมอและให้หลวงพ่อมาปลุกเสก ลืมบอกทุกคนไปนะครับว่ามีดหมอนี้หลวงพ่อได้อาบน้ำยาที่เป็นพิษ ใครโดนบาดเข้าละก็แย่เลย เหมือนเคยมีกรณีที่คนโดนบาดที่ต้นขาเป็นแผลนิดเดียวไม่เป็นอะไรมาก แต่ต่อมาแผลนั้นค่อยๆขยายวงกว้างทำให้คนที่โดนมีดหมอที่บาดนั้นต้องตัดขาทิ้งเลยเชียวนะครับ และที่สำคัญถ้าจะเดินป่านะครับใครมีมีดหมอหลวงพ่อเดิมนะครับพกติดตัวไปด้วยนะครับท่านจะไม่โดนสัตว์ในป่าทำร้ายเอาเลย และถ้าอยู่บ้านนะครับเพียงแค่คุณชักมีดหมอหลวงพ่อเดิมไว้พ้นออกจากฝักสักนิดหนึ่ง จะช่วยป้องกันสิ่งที่ไม่ดีที่จะเข้ามาอยู่ในบ้าน และสิ่งที่ไม่ดีที่อยู่ในบ้านให้ออกไปหมดเลยนะครับ โถๆถ้าจะเล่าถึงความเข้มขลังของมีดหมอหลวงพ่อเดิมนั้นนะครับคงจะต้องพูดกันอีกยาวเพราะคนที่มีมีดหมอหลวงพ่อเดิมไว้ครอบครองนั้นนะครับส่วนมากเขาจะรู้กันนะครับว่ามีดหมอนั้นเจ๋ง ขลังจริงหรือเปล่า


เข้าเรื่องกันต่อนะครับ มีดหมอส่วนใหญ่ของหลวงพ่อเดิมนะครับสร้างจากฝีมือของช่างฉิม ช่างศร ช่างไข่ อยู่ที่พยุหะคีรี นครสวรรค์ ส่วนมากปลายปลอกเงินมีดหมอของท่านนั้นจะเป็นลายเล็กๆละเอียด มีดหมอของท่านนั้นถือว่ามีพุทธคุณทั้งมหาอำนาจและมหานิยม ส่วนการใช้เงินหุ้มฝักมีดและด้ามมีดนั้นนะครับ เขาจะใช้เงินจากช่างเงินในตลาดพยุหะคีรี โดยมีดหมอหลวงพ่อเดิมนั้นนะครับแต่ก่อนทางวัดหนองโพจัดจำหน่ายเพียงเล่มละ 8-12 บาทเองนะครับ ขึ้นอยู่กับตามขนาดของมีด


ของดีขนาดนี้นะครับท่านผู้อ่านคงคิดเหมือนผมกันนะครับว่าน่าจะมีไว้ครอบครองสักเล่มหนึ่งนะครับ สุดท้ายนี้นะครับผมขอฝากคาถาที่หลวงพ่อให้ไว้กับช่างฉิม(ช่างที่ทำมีดหมอ)ว่า

คบเพื่อนอย่าเอาเปรียบ

เป็นผู้ใหญ่อย่ารู้มาก


เห็นเงินอย่าตาโต


งานที่เป็นประโยชน์ให้ทำ


มีงานให้ทำ ถ้า ไม่มีงานให้หางานทำ

แล้วค่อยติดตามรายละเอียดของเครื่องลางของขลัง รวมถึงประวัติของพระเกจิทีเข้มขลังกันต่อไปนะครับ
มีดหมอด้ามงาหลวงพ่อเดิม(สภาพดี)

วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด




สวัสดีครับ..วันนี้ผมจะมากล่าวถึง "หลวงพ่อทวด" หรือ "หลวงปู่ทวด" ที่คนทั้งประเทศให้ความเคารพ สัการะ บูชากัน

ก่อนอื่นต้องขอกล่าวถึงประวัติของท่านก่อนสักหน่อยนะครับ หลวงพ่อทวดหรือสมเด็จเจ้าพะโคะ เป็นที่รู้จักของคนทุกภาคในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ อิทธิปาฏิหารย์ และทางประวัติศาสตร์ท่านเป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงๆ

หลวงปู่ทวดได้ถือกำเนิดตรงกับวันศุกร์ เดือนยี่ ปีมะโรง พุทธศักราช 2515 ณ หมู่บ้านสวนจันทร์ ตำบล ชุมพล เมืองจะทิ้งพระ ตอนปลายของรัชสมัยพระมหาธรรมราชา ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวเล็กๆ ฐานะยากจนแต่มีจิตเป็นกุศล สมัยเด็กท่านมีชื่อว่า"ปู" ท่านเป็นบุตรของนายหู และ นางจันทร์ ตอนท่านยังเป็นทารกอยู่นั้นได้เกิดความอัศจรรย์คือ อยู่มาวันหนึ่งมีงูจงอางยักษ์มาขดที่เปลที่ทารกน้อยนอนอยู่เลย จนกระทั่งบิดาและมารดาของท่านท่านมาพบเข้าแล้วเกิดความสงสัยว่างูยักษ์ตัวนั้นน่าจะเป็นเทวดาแปลงกายลงมาเพื่อให้เห็นเป็นอัศจรรย์ บารมีของลูกเราหรือไม่ จึงรีบหาเครื่องบูชา เช่นดอกไม้ ธูปเทียน มาสักการะ งูยักษ์ที่ขดตัวอยู่นั้นจึงคลายตัวจากเปลของทารกน้อยคนนั้นแล้วเลื้อยหายไป บิดาและมารดาได้พาญาติๆมาดูที่เปลด้วยความห่วงใยทารก ปรากฏว่าทารกน้อยนั้นไม่เป็นอะไรเลยสักนิด แต่ตรงที่หน้าอกของทารกนั้นได้มีดวงแก้วดวงหนึ่งวางตั้งอยู่ บิดาและมารดาจึงได้เก็บเอาไว้

ต่อมาท่านอายุได้ 15 ปีก็บรรพชาเป็นสามเณรและได้จำพรรษาอยู่ที่วัดสีหยัง ครั้นอายุครบอุปสมบทจึงได้เดินทางไปศึกษาต่อที่นครศรีธรรมราชจนแตกฉานวิชาความรู้ของพระครูกาเดิม ท่านจึงคิดที่อยากจะไปศึกษาต่อที่พระนครศรีอยุธยาและเหตุการณ์ต่อจากนี้แหละครับจะเป็นที่มาของคำที่คนทั่วไปเรียกท่านว่า "หลวงปุ่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด" หลวงปู่ทวดท่านได้อาศัยเรือสำเภาของนายอินทร์ไปอยุธยา เรือสำเภาแล่นมาได้สามวันสามคืน วันหนึ่งได้เกิดเหตุการณ์มืดฟ้ามัวดินพายุพัดอย่างหนัก นายอินทร์เลยตัดสินใจลดใบเรือและทอดสมอเรือเพื่อโต้คลื่น ผ่านไปสามวันสามคืนพายุมรสุมได้ผ่านพ้นไปทะเลสงบแต่น้ำจืดที่ใช้ดื่มกินบนเรือได้หมดลง ทำให้นายอิทร์บันดาลโทสะแล้วโทษหลวงปู่ทวดว่าเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ทั้งหมดเพราะว่าตนนั้นเดินเรือมานานไม่เคยเกิดเหตุการณ์อย่างนี้แต่พอรับภิกษุท่านนี้มาเลยทำให้เกิดเหตุการณที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับตนและพวกลูกเรือ ทำให้นายอินมร์ต้องบอกลุกเรือว่าให้พาพระภิกษุท่านนี้ไปส่งที่ฝั่ง ในขณะที่หลวงปู่ทวดจะลงเรือท่านไดบริกรรมคาถาสักพักแล้วได้เอาเท้าลงไปเหยียบที่น้ำทะเลแล้วให้ลูกเรือนั้นลองไปตักน้ำตรงที่ท่านเหยียบมาลองดื่มดู ปรากฏว่าน้ำที่ดื่มนั้นรสจืดลูกเรือคนนั้นจึงรีบไปบอกนายอินทน์เจ้าของเรือสำเภา นายอินทร์จึงมาพิสูจน์ด้วยตัวเองว่าเป็นเรื่องจริงตามที่ลูกเรือมาบอกกับตน ปรากฏว่าเรื่องที่ลูกเรือบอกกับตนนั้นเป็นความจริงนายอินทร์จึงเกิดความศรัทธาจึงก้มลงกราบแทบเท้าหลวงปู่ทวดท่านพร้อมกับขอขมาลาโทษท่านถึงการกระทำที่ไม่ดีของตน และนี่คือประวัติพอสังเขปของท่านนะครับ และต่อจากนี้ผมจะกล่าวถึงประวัติการสร้างพระเครื่องหลวงปู่ทวดรุ่นแรกที่นักสะสมและเซียนพระต่างเรียกหาอยากมีไว้ครอบครองกันนะครับ

พระเครื่องหลวงปู่ทวด

ก่อนอื่นต้องบอกกันให้ทราบกันก่อนนะครับว่าพระเครื่องหลวงปู่ทวดนี้นะครับนั้นมีพุทธคุณตือเมตตามหานิยม ถือว่าเป็นสุดยอดพระนิรันดร์ตราย คนที่นับถือและแขวนพระเครื่องหลวงปู่ทวดนั้นเขาจะมีความเชื่อกันว่าแขวนพระหลวงปู่ทวดแล้วจะเดินทางปลอดภัยไม่ว่าจะไปไหนก็ตามแต่ และที่สำคัญพระเครื่องหลวงปู่ทวดนั้นท่านไม่ได้เป็นคนที่สร้างเอง แต่เป็นพระอาจารย์ทิม ธัมมธโร ที่เป็นคนสร้างและได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย พระเครื่องหลวงปู่ทวดที่ได้รับความนิยมกันนั้นส่วนมากจะต้องออกจากวัดช้างให้ วัดทรายขาว และวัดพะโคะเป็นต้น ส่วนองค์พระเครื่องที่นักสะสมส่วนใหญ่อยากมีไว้ครอบครองนั้นมี พระเครื่องหลวงปู่ทวดเนื้อว่านปี 2497 พระเครื่องหลวงปู่ทวดพิมพ์หลังเตารีดปี 2505 พระเหรียญหลวงปู่ทวดเหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ปี 2508 พระเนื้อชินหลวงปู่ทวดหลังหนังสือพิมพ์ใหญ่ปี 2505 พระเหรียญหลวงปู่ทวดเหรียญขี่คอใหญ่ เป็นต้น รุ่นที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นมีราคาเช่าหากันอย่างต่ำประมาณหลักหมื่นปลายๆจนไปถึงหลักล้านเลยก็มีทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรุ่นและสภาพขององค์พระนะครับ




พระเครื่องหลวงปู่ทวดเนื้อว่านปี 2497



พระเครื่องหลวงปู่ทวดพิมพ์หลังเตารีดปี 2505 (หน้า)



พระเครื่องหลวงปู่ทวดพิมพ์หลังเตารีดปี 2505 (หลัง)



พระเหรียญหลวงปู่ทวดเหรียญขี่คอใหญ่

และนี่คือพระหลวงปู่ทวดที่เซียนพระเห็นแล้วยังต้องร้องขอ อยากได้มาครอบครองกันทั่วหน้าเลยเชียวละครับ